ข้อมูลเครื่องปั้นดินเผา




เครื่องปั้นดินเผาหมายถึง ภาชนะและเครื่องมือเครื่องที่ทำจากดินเป็นรูปทรงต่างๆ ตามต้องการ อาจจะเป็นดินเหนียว ดินขาว หรือดินชนิดต่างๆ แล้วนำไปชุบน้ำเคลือบหรือไม่ก็ได้ หลังจากนั้นจึงนำไปเข้าเตาเผา

เครื่องปั้นดินเผาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างแนบแน่นมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งนี้เพราะเครื่องปั้นดินเผาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นบนเงื่อนไขความต้องการของสังคมที่เป็นเจ้าของ เป็นผลงานจากมันสมองและฝีมือของผู้สร้าง ซึ่งมิได้มีความหมายแต่เพียงคุณค่าทางสุนทรียะเท่านั้น หากแต่ยังเป็นงานช่างฝีมือที่แสดงถึงภูมิปัญญาและพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีของ ชุมชนที่สั่งสมและสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน

ดังนั้นเครื่องปั้นดินเผาจึงมีแง่มุมให้ศึกษาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยี รูปแบบ และวิถีชีวิตของสังคมที่ผลิตและใช้เครื่องปั้นดินเผาเหล่านั้น

ในดินแดนล้านนาก็เช่นกัน พบหลักฐานของความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตชุมชนกับเครื่องปั้น ดินเผาที่สืบเนื่องกันมานานนับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากการพบภาชนะดินเผาลายเชือกทาบฝังรวมกับเครื่องมือหินที่ถ้ำผีแมนบนเทือกเขาสูงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบการใช้เครื่องปั้นดินเผาที่ สืบเนื่องจากยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคประวัติศาสตร์ตามแนวลำน้ำแม่กวงตั้งแต่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงจังหวัดลำพูนในแหล่งโบราณคดีต่างๆ เช่น บ้านยางทองใต้ อำเภอดอยสะเก็ด บ้านสันป่าค่า อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านวังไฮ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และพบว่าการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนแถบนี้ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุคอาณาจักรหริภุญไชย ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบเครื่องปั้นดินเผาที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ ลวดลายที่ใช้ประดับเจดีย์ และภาชนะที่บรรจุอัฐคนตาย เป็นต้น

การผลิตเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนล้านนาได้พัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและรูปแบบมาจนถึงยุคของการทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบในพุทธศตวรรษที่ 19-22 ซึ่งนับเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของการผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนา จากการสำรวจในปัจจุบันได้พบกลุ่มเตาเผาในยุคนี้เป็นจำนวนมาก ในเขตจังหวัดต่างๆ เช่น กลุ่มเตาสันกำแพง กลุ่มเตาสันทราย และกลุ่มเตาอินทขิลในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเตาบ้านบัว และบ้านโทกหวากในจังหวัดพะเยา กลุ่มเตาพาน ในเขตอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย และกลุ่มเตาเวียงกาหลง ในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

นอกจากนั้นในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะที่เชียงใหม่และลำปางปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมาก

จากความสำคัญและพัฒนาการการทำเครื่องปั้นดินเผาที่ต่อเนื่องมายาวนานในภาคเหนือนี้เอง ทำให้ภาควิชาประวัติศาสตร์ได้จัดตั้งโครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผาขึ้นใน พ.ศ.2525 โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวม ศึกษาและทำวิจัยเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาล้านนา เพราะเชื่อว่าเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้มีส่วนช่วยในการคลี่คลายปัญหาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ล้านนาได้ในระดับหนึ่ง

ในปัจจุบันนี้โครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผาได้เก็บตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาจากกลุ่มเตาต่างๆ ที่ได้มาจากการสำรวจกลุ่มเตาเผา เขตเมืองโบราณ และการบริจาคไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อความสะดวกในการศึกษาและการทำวิจัยได้มีการทำรหัสประจำเครื่องปั้นดินเผาทุกชิ้น รวมทั้งมีการทำรายละเอียดของเตาเผาแต่ละแห่ง ทั้งตำแหน่งที่ตั้งและรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มเตา รวบรวมหนังสือและบทความเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ทุกวันนี้โครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผาเป็นที่รู้จักของนักวิชาการที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาทั้งในและต่างประเทศ มีนักวิชาการและผู้สนใจเดินทางเข้ามาศึกษาเครื่องปั้นดินเผาและเยี่ยมชมโครงการฯเสมอ รวมทั้งได้มีผู้นำข่าวสารและเครื่องปั้นดินเผามามอบให้กับโครงการฯ ด้วย

ภาควิชาประวัติศาสตร์มีความหวังว่าโครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผาจะกลายเป็นแหล่งศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาล้านนา เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้า และวิจัยโดยใช้เครื่องปั้นดินเผาเป็นเครื่องมือในการศึกษา ประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนวิถีชีวิตของชุมชนของยุคสมัยที่มีการผลิตเครื่องปั้นดินเผานั้นๆ นอกจากนั้นยังหวังว่าความสำคัญและความสวยงามของเครื่องปั้นดินเผาจะเป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจของบุคคลต่างๆ ให้หันมาใจในเรื่องเครื่องปั้นดินเผาอย่างกว้




การวิเคราะห์อนาคตเครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ด


ปัจจุบันชาวเกาะเกร็ดได้หันมาผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภทสวยงาม ( ลายวิจิตร ) ซึ่งในอนาตคเป็น  แหล่งอุตสาหกรรมดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางก็ได้ชาวเกาะเกร็ดเริ่มผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือนน้อยลง เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์อื่นสะดวกกว่า แรงงานก็หาได้ยากและต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทำให้ชาวเกาะเกร็ดหันไปทำอาชีพอื่น จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2540   ทางภาครัฐได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้ประชาชนอนุรักษ์ ศิลปและวัฒนธรรมต่างๆ เครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ดจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

แนวโน้มในอนาคตของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด ลูกค้าน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวและสินค้าที่ขายน่าจะเป็นประเภทของที่ระลึก ของขวัญ ซึ่งแรงงานที่จะมาสืบทอดฝีมือการแกะสลักและงานปั้นก็ยากขึ้น เพราะเป็น  งานที่ต้องใช้การฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะและความชำนาญนอกจากนั้นการปั้น มีหลายขั้นตอนทำให้เด็กรุ่นใหม่สนใจน้อย ประการสำคัญถ้าจะให้อาชีพคงอยู่ต่อไปจะต้องช่วยสนับสนุนสินค้าประเภทนี้ เพื่อสร้างเป็นอาชีพหลักและเพื่อให้งานเครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ดดำรงอยู่ สืบต่อไป

การเผาเครื่องปั้นดินเผา


ลักษณะของเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ด เป็นเตาที่มีขนาดใหญ่มากยาวประมาณ ๔๐ เมตร กว้างประมาณ ๑๐ เมตร สูงประมาณ ๑๐ เมตร เป็นลักษณะของเตาหลังเต่าซึ่งมีความแข็งแรงและสามารถบรรจุโอ่งน้ำได้มาก เมื่อจัดเรียงสิ่งของภายในเตา เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการปิดปากเตา
โดยการก่ออิฐขึ้นมาเป็นชั้นๆ มีช่อง ๒ ช่องเมื่อทำการเผา เมื่อทำการเผา ๗ วัน เรียกว่าการรุ่มเตา จะใส่ฟืนช่องที่ ๑ จากนั้นจะเปิดรูด้านบนช่องที่ ๒ เร่งไฟขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงวันสุดท้ายประมาณ ๒๕ วันจากนั้นจะรอให้เย็นลง ๑๐ วัน จึงสามารถออกเตาได้

การทำเครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ด จะต้องมีพิธีการไหว้เตาและเซ่นเตา โดยพิธีนี้จะทำทุกครั้งที่มีการเผาเครื่องปั้นซึ่งเป็นความเชื่อว่าบูชาผีเพื่อไม่ให้เครื่องปั้นดินเผาเสียหาย

การปั้นเครื่องปั้นดินเผา


การปั้นเครื่องปั้นดินเผาสมัยก่อนไม่มีเครื่องมือทุ่นแรงโดยจะจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานมากทำให้เครื่อง

ปั้นดินเผาใช้ระยะเวลาในการผลิตนาน เมื่อผ่านประสบการณ์ในการผลิตดินเผามานานจนมีความชำนาญทุกขั้นตอนชาวมอญยกย่องว่าถ้าเป็นช่างปั้นจะเรียกว่า “อาจารย์ “

ช่างปั้นเครื่องปั้นดินเผาใช้แป้นทำจากท่อนไม้ขนาดใหญ่แต่งเป็นรูปวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๕๐ เซนติเมตร รูปร่างคล้ายกับลูกข่างด้านบนตัดแบนราบด้านล่างจะมีรูกลมลึกประมาณ  ๑๐ เซนติเมตร ส่วนด้านพื้นดินจะมีไม้เป็นเดือยสูงประมาณ  ๑๐ – ๑๕  เซนติเมตรไว้
สำหรับตั้งแป้นหมุนแป้นลักษณะนี้ ใช้สำหรับปั้นภาชนะขนาดใหญ่ เช่น โอ่ง อ่าง หรือตุ่มใหญ่ ในการปั้นตุ่มใหญ่นั้นครั้งแรก ต้องปั้นขึ้นเป็นรูปโอ่งครึ่งใบก่อนหรือเรียกว่า ก่อพิมพ์ โดยเป็นส่วนล่างของตุ่มแล้วทิ้งไว้ ๑ วันเพื่อให้ดินแห้งหมาดๆ จากนั้นวันต่อมาจะทำการต่อให้เป็นรูปโอ่งน้ำ จากนั้นนำไปตากแดด เมื่อแห้งแล้วจะเข้าไปเก็บไว้ในโรงงานเพื่อทำการเผาต่อไป

วัตถุดิบ ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผา


ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผาจะต้องจัดหาดินเหนียวไว้เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้ในการปั้น โดยครั้งหนึ่งต้องเตรียมครั้งหนึ่งหลายตันการเตรียมดินเมื่อในอดีต ดินที่ใช้ปั้นจะต้องมีความเหนียวตามคุณสมบัติ คือความเหนียวดีสีนวลหรือปนเหลืองไม่มีสีดำเกินไป เนื้อดินจับกันเป็นก้อน ไม่ร่วนซุยเป็นดินที่พบได้บริเวณเกาะเกร็ด

ช่วงเวลาการทำดินจะเป็นช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายนโดยช่วงดังกล่าวจะขุดดินเป็นหลุมขนาดกว้าง  ๔  เมตร  ยาว ๖ เมตร ลึก  ๒  เมตร แล้วงนำมากองบริเวณพื้นดิน จากนั้นจะทิ้งดินไว้พอช่วงฤดูน้ำหลากก็จะขนส่งออกจากแหล่งดินแล้วนำมาเก็บไว้ในโรงงาน

เมื่อดินมาถึงโรงงานก็จะแผ่ดินหนา ๕๐  เซนติเมตร จากนั้นจะใช้ควายย่ำดินเพื่อให้ดินเกิดความเหนียวใช้เวลาประมาณ ๑๕ – ๒๐ วัน ในขั้นตอนนี้ต้องมีผู้ควบคุม  ๒  คนโดยมีหน้าที่โกยดินและรดน้ำดิน เมื่อมีความเหนียวได้ที่ แล้วก็จะนำมารวมเป็นกองสูงประมาณ  ๒  เมตร

ปัจจุบันใช้เครื่องนวดดินสามารถลดขั้นตอนลง โดยใช้เวลาประมาณ ๒ – ๓ วัน เมื่อช่างปั้นจะใช้ให้ลูกศิษย์แซะดินเป็นกองเล็กๆ เมื่อช่างปั้นต้องการปั้นจะนำดินมาตีเป็นกลอนก็สามารถนำดินมาปั้นได้เลย

เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด


ตำนานเครื่องปั้น

การทำเครื่องปั้นดินเผาของชาวไทยเชื้อสายมอญที่ตำบลเกาะเกร็ด  อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี  สืบทอดมาจากบรรพบุรุษชนชาติมอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าคงจะมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่อยู่เมืองมอญก่อนที่จะอพยพเข้ามาในประเทศไทย เมื่อชาวมอญได้รับพระบรมราชานุญาต ได้ตั้งบ้านเรือนบริเวณปากเกร็ดซึ่งสภาพดินเหมาะสมในการทำเครื่องปั้นดินเผา

เมื่อมาตั้งบ้านเรือนบริเวณเกาะเกร็ดหมู่  ๑, ๖, ๗ จึงกลายเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งมีชื่อเรียกตามภาษามอญว่า กวานฮาโม (บ้านล่าง), กวานฮาตาว(บ้านบน), กวานอาม่าน, กวานโต้ และ กวานอะล้าด  เครื่องปั้นดินเผาของชาวเกาะเกร็ดมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก  ตกแต่งแบบเรียบง่ายหรืออาจมีการแกะสลักลวดลายบ้างเพียงเล็กน้อย ได้แก่ โอ่ง อ่าง  ครก   กระปุก  และโอ่งพลู  เป็นต้น

ส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่ทำขึ้นเพื่อมอบแก่บุคคลสำคัญ ก็จะมีหลายรูปแบบ เช่น หม้อน้ำ  โอ่งสลักลายวิจิตร ซึ่งสามารถสั่งทำได้เกือบทุกรูปแบบตามความต้องการของผู้สั่ง ทางราชการได้เห็นคุณค่าของการทำเครื่องปั้นดินเผาจึงได้ถือเอา หม้อน้ำลายวิจิตร เป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี

ประวัติเครื่องปั้นดินเผาไทย


ยุคหินกลาง พบเครื่องปั้นดินเผาผิวเคลือบมีความเงาและเครื่องปั้นดินเผา ลายเชือกทาบ

สมัยหินใหม่ พบเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปแบบและลวดลายแปลกใหม่เพิ่มขึ้นทีมีทั้งลายเรียบๆ ธรรมดาไปจนถึงลายที่มีความวิจิตรงดงามมาก ภาชนะสมัยหินใหม่ตอนต้นมีจุดเด่นคือ มีที่รองรับถาวร บ้างก็เป็นขากลวง 3 ขา มีรูเจาะไว้ 3 รู เพื่อไล่อากาศ

ยุคโลหะ ในยุคนี้ได้ถือเอางานเครื่องปั้นดินเผาเป็นหัตถกรรมดั้งเดิม ที่ค่อยๆ วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีขึ้นเรื่อยๆ

เครื่องปั้นดินเผาที่นิยมมากในวัฒนธรรมของซานคือ การทำลายเส้นขนาน ลายรูปสามเหลี่ยม ลายก้นขด ลายวงกลม ลายทแยง

เครื่องปั้นดินเผาสมัยทวารวดี  แบ่งออกเป็น 6 ระยะดังนี้

ระยะที่ 1 ใช้เหล็กสัมฤทธิ์ทำเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ

ระยะที่ 2 เครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย เป็นแบบเรียบสีแดง

ระยะที่ 3 ได้พบเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เก่าแก่ที่สุดที่ ต. จันเสน พยุหะคีรี พบวัตถุชิ้นเล็กๆ 2 ชิ้นเคลือบสีน้ำตาลอมเขียวเนื้อแกร่ง นอกจากนี้ยังมีเครื่องปั้นดินเผาอื่นที่เนื้อแกร่งและสีมัน สวยงามมาก

ระยะที่ 4 ได้พบเครื่องปั้นดินเผามากขึ้น แสดงว่า ต.จันเสน ไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆ แล้ว

ระยะที่ 5 พบรูปสิงโตดินเผา รูปปั้นผู้ชาย เครื่องปั้นดินเผาในยุคนี้แบ่งเป็น 2 แบบคือ

แบบที่ 1 : พบเครื่องปั้นดินเผาที่มีลวดลายต่างๆ ประทับอยู่ เช่น ลายช้าง หงส์ วัวและนักรบ

แบบที่ 2 : พบไหปากผาย รอบปากสีแดงและขาว

ระยะที่ 6 พบเครื่องปั้นดินเผาเพียง 2 – 3 แบบ แต่ดูเหมือนว่าจะเผาในเตาอย่างแท้จริง ไม่ได้เผากลางแจ้งเหมือนแต่ก่อน แม้ว่าจะไม่ได้เผาเคลือบแต่ก็เผาได้อย่างสม่ำเสมอและแข็งดี

เครื่องปั้นดินเผาในสมัยศรีวิชัย พบเครื่องปั้นดินเผาในบริเวณสนามบิน

เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี ได้พบเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีน้ำตาล (ไทยขอม) เป็นทั้งรูปคนและสัตว์ และเครื่องปั้นดินเผาสีน้ำตาลและน้ำเงินอ่อนคล้ายสังคโลก

เครื่องปั้นดินเผาเชียงแสน ยุคนี้สามารถทำเคลือบได้หลายชนิด ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนความคิดระหว่างไทยกับจีน

เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีการทำเครื่องปั้นดินเผาไฟสูงเลียนแบบจีนเป็นสินค้าส่งออก อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าสังคโลก การผลิตเป็นการทำงานแบบอุตสาหกรรม สีของเครื่องเคลือบมักเป็นสีเขียวไข่กามีสีน้ำตาลบ้างประปราย อีกทั้งยังพบเตาเผาถึง 49 เตา ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าในสมัยสุโขทัยได้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาเป็นอุตสาหกรรม

ประวัติเครื่องปั้นดินเผา


เครื่องปั้นดินเผา มีความผูกพันกับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิต ประจำวัน บรรจุอาหารและสิ่งของ ฉะนั้นจึงได้มีการประดิษฐ์คิดค้น และปรับปรุงเทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จากการสำรวจแหล่งโบราณ คดีในประเทศไทย พบว่านับตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 เป็นต้นมา ในพื้นที่ของราชอาณาจักรไทยได้ปรากฏแหล่งเตาเผาตั้งกระจัดกระจาย อยู่มากมายหลายแห่ง รวมทั้งได้มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวน มากมายหลายชนิดทั้งที่ผลิตจากแหล่งเตาเผาในราชอาณาจักรไทยและ ที่ผลิตจากแหล่งเตาในต่างประเทศ ซึ่งได้ถูกนำมาเพื่อใช้สอยและจำหน่าย ให้กับกลุ่มชนบางกลุ่ม เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ถูกผลิตและตกแต่งด้วย เทคนิคและลวดลายที่แตกต่างกันออกไปตามความสามารถของช่างใน แต่ละท้องถิ่นหรือตามสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละชุมชน ซึ่ง บางแห่งอาจมีแหล่งดินที่อุดมสมบูรณ์เอื้ออำนวยต่อการผลิตเครื่องปั้น ดินเผา นอกจากนี้ จากการที่ชุมชนบางแห่งมีพื้นที่ติดต่อกันหรือมีการ ทำการค้าร่วมกัน จึงทำให้อิทธิพลต่าง ๆ สามารถส่งผ่านไปยังอีกชุมชน หนึ่งได้อย่างง่ายดายก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะและเทคโนโลยี ซึ่งกันและกัน

ต่อมาจึงมีพัฒนาการของตนเอง ที่แตกต่างออกไปชุมชนบางแห่งก็อาจ มีพัฒนาการทางการผลิตที่เป็นของตนเอง โดยมิได้รับอิทธิพลจากภายนอก ซึ่งในระยะแรกจะผลิตขึ้น เพื่อใช้ในกลุ่มชนของตนเองก่อนต่อมาจึงสามารถ พัฒนาจนกลายเป็น อุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ และมีการส่งไปจำหน่ายเป็นสินค้า ออกให้แก่ชุมชนใกล้เคียง